เมืองสองแคว
วัดตายม เป็นวัดประจำตำบล และชื่อ " วัดตายม " ยังเป็นชื่อเรียกของ ตำบลวัดตายม ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันวัดตายมตั้งอยู่เลขที่ 83 หมู่ที่ 1 ตำบลวัดตายม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ประดิษฐานขององค์ "หลวงพ่อยม" หลวงพ่อยม เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชาวบ้านวัดตายมและชาวพิษณุโลก เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย มีพุธลักษณะที่งดงาม ศิลปะสมัยสุโขทัย สันนิฐานว่าสร้างก่อนรัฐชสมัย พระมหาธรรมราชา (ลิไท) หรือสร้างราวปีพุทธศักราช ๑๗๘๗ กรมศิลปากรตรวจสอบและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชาติแล้ว ยืนยันอายุขององค์หลวงพ่อยมไม่ต่ำกว่า750 ปี หรือสร้างก่อนพระพุธชินราช ที่เมืองพิษณุโลก (ชาวบ้านสมัยก่อนเชื่อว่า หลวงพ่อยมสร้างก่อนหลวงพ่อพระพุทธชินราช หลวงพ่อยมจึงเป็นพี่ของหลวงพ่อพระพุทธชินราช ) นอกจากหลวงพ่อยมแล้ว เบื้องหน้าขององค์หลวงพ่อยมยังมีสาวกประดิษฐานอยู่ด้วย 3องค์ ปางมารวิชัย สร้างในสมัยเดียวกัน
ในอดีตเชื่อว่า บริเวณตำบลวัดตายม เป็นเมืองสองแควเดิม มีอาณาบริเวณกินพื้นที่นับพันไร่ มีตัวเมืองอยู่ที่บริเวณบ้านคลองละคร ( ปัจจุบันตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลวัดตายม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ) เดิมเป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ มีคูเมือง มีกำแพงเมืองล้อมรอบ ภายในมีพระปรางค์ขนาดใหญ่ มีพระอุโบสถ วิหาร เจดีย์ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระพิมพ์ เครื่องถ้วยชาม ลูกปัด ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มากมาย และยังมีวัดที่ตั้งเรียงรายอยู่ภายนอกเมืองอีกมากมาย เช่น วัดมหาธาตุ พบเจดีย์ธาตุขนาดใหญ่ ที่บ้านแหลมพระธาตุ ( ปัจจุบันยังมีซากเจดีย์หลงเหลืออยู่ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น " วัดแหลมพระธาตุ " ) วัดสระเศรษฐี ที่บ้านทุ่งเศรษฐี , วัดสายสมัน ( พบพระยืนขนาดใหญ่ ปัจจุบันถูกทำลายหมดแล้วเมื่อประมาณ พศ.2520 ) วัดตายม ( พบองค์หลวงพ่อยม ซากเจดีย์ ซากวิหารต่างๆ มากมาย ) ซึ่งทุกที่ดังกล่าวล้วนแต่มีร่องรอยการขุดหาของโบราณ ของมีค่าต่างๆ กระจัดกระจายไปทั่วทุกบริเวณ จนแทบจะไม่เลือซากโบราณวัตถุอันล้ำค่าดังเดิม ***ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า........ ในอดีตบริเวณวัดตายมคือเมืองสองแคว(เดิม) ก่อนที่จะย้ายไปตั้งที่ริมแม่น้ำน่าน ( สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชุมชนเก่าแก่แถววัดจุฬามณีเดิม ) และเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพิษณุโลกในปัจจุบันทั้งนี้ เนื่องจากแม่น้ำสายใหญ่เปลี่ยนกระแสทิศทางการไหล ชาวเมืองจึงขาดแคลนอาหาร รวมทั้งการสัญจรทางน้ำไม่สะดวกเหมือนเก่า ใม่เหมาะที่จะเป็นชัยภูมิในการตั้งเมืองให้ปลอกภัยจากศัตรู " เจ้าเมือง " จึงทำการเสี่ยงทายเพื่อหาทำเลที่ตั้งเมืองใหม่ โดยการบวงสรวงเทพยดา แล้วทำการเสี่ยงทาย โดยปล่อยโคหนึ่งคู่ อธิษฐานว่า " หากโคคู่นี้เอาเขาไปขวิดลงดิน ณ ที่ใด แสดงว่าดินที่นั้นอุดมสมบูรณ์ ให้สร้างเมืองใหม่ ณ ที่แห่งนั้น " ปรากฏว่าโคที่ไล่ต้อนขึ้นไปทางทิศเหนือนั้น เอาเขาขวิดดิน ณ ที่แห่งใหม่ห่างจากตัวเมืองเก่าประมาณ ๔๐ กิโลเมตร จึงย้ายเมืองใหม่ แต่ให้คงชื่อเดิมว่า " เมืองสองแคว " ( เมืองพิษณุโลกปัจจุบัน ) เมืองสองแควเก่าจึงถูกทิ้งล้างนับแต่นั้นมา
สืบมาอีกหลายชั่วอายุ มีชาวบ้านอพยพมาอยู่อาศัยบริเวณเมืองร้างแห่งนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการอพยพของชาวบ้านจาก " เมืองบางยาง " ( เมืองเก่าในอำเภอนครไท จังหวัดพิษณุโลก ในปัจจุบัน ) โดยการนำของ นายยม ได้เข้ามาถากถางและจุดไฟเผาป่าที่รกทึบจนโล่งเตียนไปทั่วบริเวณ แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ไฟไม่สามารถลุกลามเข้าไปใกล้ได้ นายยมจึงเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงพบพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะที่งดงามประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ไม่มีหลังคาปกปิด เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก นายยมจึงได้ริเรื่มชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ โดยนำไม้มาทำโครงหลังคาแล้วมุงด้วยแฝกกันแดดกันฝนให้องค์หลวงพ่อ หลังจากนั้นเรื่อยมา ก็มีพระภิษุเดินทางมาพำนักขณะออกธุดงค์ จนกลายเป็นที่พำนักสงฆ์ตลอดมา ชื่อของ " หลวงพ่อยม " นั้น ก็เรียกตามชื่อของ นายยม หรือ ตายม ผู้ที่พบองค์หลวงพ่อและเป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์นั่นเอง จนเป็นที่เคารพศรัทธา และเมื่อมีประชาชนมาอาศัยอยู่มากขึ้น ประชาชนจึงพร้อมใจกันสร้างวิหารที่ทำด้วยไม้ หลังคามุงด้วยสังกระสี แล้วบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด ด้วยความเก่าแก่และความศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไปทั้งใกล้และไกล เดินทางมาสักการบูชา รวมทั้งบนบาลศาลกล่าวแทบทุกวันมิได้ขาด จึงเป็นเหตุแห่งความเจริญเรื่อยมา ปัจจุบัน " วิหารหลวงพ่อยม " ก่อด้วยอิฐถือปูนหลังคาทรงไทยมุงด้วยกระเบื้อง หน้าบันประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลวดรายปูนปั้นและแบบติดพิมพ์ ภายในมีภาพเขียนบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ( เมื่อประมาณ พ.ศ. 2510 มีชาวบ้านเข้ามาอาศัยมากขึ้น ประกอบกับช่วงนั้นวัตถุโบราณกำลังเป็นที่ต้องการของกลุ่มพ่อค้านายทุน จึงมีนักขุดหาสมบัติมากมาย ได้เข้ามาขุดค้นหาของมีค่า บรรดาโบราณสถานต่าง ๆ จึงถูกทำลายลง มีผู้เล่าว่าในเมืองโบราณนั้นมีพระพุทธรูปมากมายที่จมดินอยู่ บ้างก็โผล่ระดับพระอุระ บ้างก็โผล่แค่พระเกศ มีมากมายจนนับไม่ถ้วน ถ้วยชาม ลูกปัด ของใช้ และพระพิมพ์ต่าง ๆ บรรดาเจดีย์ ซากวิหาร พระปรางค์ พระพุทธรูปต่างๆ รวมทั่งโบราณสถานต่างๆจึงถูกทุบทำลายแทบหมดสิ้น บรรดาของมีค่าถูกขายให้นายทุนและถูกเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ) ไม่เว้นแม้แต่ " องค์หลวงพ่อยม " ที่มีคนเคยทำลายมาแล้วหลายครั้ง เพราะหวังที่จะหาของมีค่าภายในองค์หลวงพ่อ แต่คนที่คิดทำลายก็ต้องมีอันเป็นไปทุกราย เช่น มีคนประมาณ 4-5คน ลอบเข้าไปตัดเศียรหลวงพ่อยม แต่แล้วก็ไปไหนไม่ได้ คนร้ายเดินวนเวียน เดินแบกเศียรหลวงพ่ออยู่บริเวณวัดจนเช้า ซึ่งก็เป็นคนในหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลวัดนัก หลังจากนั้นไม่กี่วัน พวกโจรก็ฆ่าลูกฆ่าเมียฆ่าพวกโจรด้วยกันเองตายจนหมดสิ้น และยังมีอีกกรณีหนึ่งโจรลักรอบเข้าไปตัดเศียรสาวกองค์ซ้ายสุดด้านหน้าหลวงพ่อยมด้วย แต่โจรก็ไปไหนไม่ได้ไกล โจรนำเศียรไปทิ้งไว้ห้างนาแห่งหนึ่งไม่ไกลจากวัดนัก และชีวิตก็มีอันเป็นไป กรมศิลปากรก็ได้นำเศียรกลับมาต่อให้คงสภาพเดิมไว้ทุกประการ จากนั้นมาชาวบ้านก็ได้ช่วยกันสอดส่องดูแลมาโดยตลอดแล้วยังได้ปิดช่องด้านหลังตรงแท่นบัวขององค์หลวงพ่อยมเสีย เพราะชาวบ้านเชื่อว่ามีสมบัติมากมายถูกเก็บรักษาไว้ภานในนั้น ( เนื่องจากมีคนเคยกลิ้งลูกมะกูดหรือลูกมะนาวเข้าไปภายในช่องนั้น จะได้ยินเสียงดังกังวานเป็นทางยาว เมื่อถึงพื้นจะได้ยินเสียงกระทบดังกลาวคล้ายเสียงสมบัติของมีค่าต่างๆอยู่ภานในมากมาย )นอกจากนั้นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยังได้ช่วยกันขนซากอิฐ ซากกำแพงจากเมืองเก่ามาสร้างเจดีย์ไว้สามองค์ด้วยกัน อยู่ด้านหน้าวิหารองค์หลวงพ่อยม แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียงสององค์เท่านั้น
ในปีพุทธศักราช 2495 ชาวบ้านวัดตายมได้จัดสร้างพระอุโบสถขึ้น แล้วผูกพัทธสีมาปิดทองผังลูกนิมิต วัดจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัดที่ถูกต้องสมบูรณ์กับ มหาเถระสมาคม กรมการศาสนา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ ลักษณะของพระอุโบสถหลังนี้มีความเก่าแก่ คือ โครงสร้างทั้งหมดเป็นไม้ ผนังกำแพงก่ออิฐถือปูน พระประทานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ แย้มพระศวรสวยงามมาก มีนามว่า " หลวงพ่อยิ้ม " หน้าบันเป็นลวดลายปูนปั้นเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ " มารผจน " หน้าทางเข้าทั้งสองด้านมีรูปปั้นสิงโตลอยตัว ศิลปะแบบจีน ปัจจุบันชำรุดทรุดโทรมไปมากและได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นทดแทน แล้วเสร็จทำการปิดทองฝังลูกนิมิตเมื่อ พศ.2551 และยังได้นำ " หลวงพ่อเย็น " พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ที่อดีตเคยเป็นพระประทานบนศาลาการเปรียญหลายสิบปี มาประดิษฐานด้านหน้าพระอุโบสถหลังใหม่ด้วย ......จากอดีตถึงปัจจุบัน...... ยังมีประเพณีที่สืบทอดกันมาและยังคงอยู่ตราบทุกวันนี้คือ ''''" งานนมัสการปิดทองหลวงพ่อยม "'''' ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันเพ็ญเดือน 3 ขึ้น 14-15 ค่ำ เป็นที่ทราบกันโดยที่ไม่ต้องบอกกล่าวกันล่วงหน้า ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกลต่างถิ่นฐานเมื่อถึงวันงานแทบทุกคนก็จะกลับมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น ผู้คนที่หลั่งไหลมานมัสการปิดทององค์หลวงพ่อยมเต็มพระวิหาร ยิ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก ในงานมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกมากมาย รวมทั้งยังมีการอุปสมบทนาคหมู่ทุกปีด้วย มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธามาอุปสมบทในแต่ละปีหลายสิบองค์ ยิ่งสร้างแรงศรัทธาให้ผู้ที่พบเห็นตลอดมา ......( ไกรสร อ่ำสิงห์ วท.บ.ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต : ผู้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีบ้านวัดตายม (บ้านเกิด) ) โทร. 086-7385509 .....จะนำรูปและข้อมูลอ้างอิงมาลงใหม่ภายหลัง
| เมืองสองแควหรือพิษณุโลกในปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากทั้งในประวัติศาสตร์และในปัจจุบัน เนื่องจากพิษณุโลกเป็นเมืองศูนย์กลางทางภาคเหนือตอนล่าง ในอดีตนั้นพิษณุโลกเคยเป็นทั้งเมืองลูกหลวง เมืองหน้าด่าน หรือแม้กระทั่งราชธานีก็ตาม จากบันทึกราชพงศาสดารหลายฉบับ ปรากฏให้เห็นว่าพิษณุโลกมีทั้งพระราชวัง วัดที่เป็นพระอารามหลวง และสถานที่สำคัญต่างๆมากมายในอดีต ถ้าหากผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ก็จะพบได้ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่เมื่อเรามองดูพิษณุโลกในปัจจุบันแล้วพบว่า เป็นเมืองที่มีอาคารบ้านเรื่อนสมัยใหม่เป็นส่วนใหญ่ เหตุผลต่างๆที่น่าจะอธิบายได้ คือ 1.ในสมัยอยุธยานั้น ราชพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นทรงอพยพผู้คนจากเมืองเหนือ(ในขณะนั้นคือเมืองพิษณุโลก เพราะล้านนายังไม่ได้รวมเป็นประเทศไทย) มาด้วยเหตุอะไร ถ้าตามการวิเคราะห์จากนักประวัติศาสตร์ กล่าวว่าเหตุที่ต้องอพยพคนจากเมืองเหนือลงมานั้น เพราะเกรงว่าพม่าจะนำพลเมืองเหนือมาตีกรุงศรีอยุธยา แต่จากการวิเคราะห์ของหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิม ยุคล ได้กล่าวว่าการที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอพยพผู้คนนั้น เหตุผลข้างต้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เหตุผลหลักในการอพยพผู้คนคือ บ้านเมืองพิษณุโลกในขณะนั้นไดพังพินาศลง??? ถึงตรงนี้หลายๆคนคงสงสัยว่าทำไมเมืองพิษณุโลกจึงพินาศลง เหตุผลจากการวิเคราะห์ของหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิม ยุคล คือ ในพระราชพงศาวดารนั้น(ไม่แน่ใจนะครับว่าฉบับไหน) กล่าวว่าเกิดเหตุประหลาดที่เมืองพิษณุโลกคือ ช้างสองเชือกในพระราชวังจันทน์เกิดตกมันแล้วคลุ้มคลั่งชนกันตาย ต้นโพธิ์ใหญ่กิ่งได้หักลงมา แม่น้ำน่านน้ำกระเชาะขึ้นมาสูงจากระดับพื้นดินถึง 5 ศอก ซึ่งน่าจะมาจากเหตุของสึนามิ ที่มีผลกระทบกระเทือนมาถึงพิษณุโลก จากการวิเคราะห์ดังกล่าวมานั้น มีหลักฐานยืนยันคือ รากฐานของพระราชวังจันทน์ และอาคารบางส่วนในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พบว่า จะมีรากฐานเป็นสองแบบด้วยกัน โดยรากฐานนั้นจะตัดกันคล้ายเส้นทแยงมุม และรากฐานในสมัยแรกนั้นจะพบแต่เศษอิฐที่หักพัง ไม่สมบูรณ์เหมือนการเรียงอิฐในสมัยหลัง ซึ่งบ่งบอกได้ว่าเมืองพิษณุโลกนั้นถูกแผ่นดินไหวจนอาคารบ้านเรือน ตลอดจนวัดวาอารามที่สำคัญต้องพังทลายลงไป จึงพบว่าโบราณสถานส่วนใหญ่ในเมืองนั้นจะเป็นศิลปกรรมแบบอยุธยาหลังสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั่นเอง 2.หลังจากสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น เมืองพิษณุโลกได้มีขุนนางมาดูแลอีกครั้ง แต่อยู่ในฐานะเมืองสมาญทั่วไป แต่ก็มีการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนอีกครั้งในสมัยนี้ แต่หลังจากคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองแล้ว เมืองพิษณุโลกถูกอะแซหวุ่นกี้เผาบ้านเมืองจนพินาศอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าพระยาจักรีต้องถอยออกจากเมืองพิษณุโลกไป 3.ในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้นพระองค์ทรงมีรับสั่งให้รื้อถอนป้อม อาคารบ้านเรือนและพระราชวังเพื่อนำอิฐไปสร้างพระนครใหม่ และเพื่อป้องกันการใช้เมืองพิษณุโลกเป็นที่ซ่องสุมกำลังของข้าศึกนั่นเอง เมืองพิษณุโลกจึงถูกทำลายลงอีกครั้งในสมัยของรัชกาลที่ 1 4.สมัยต่อมาได้มีการใช้พื้นที่ที่มีโบราณสถานเพื่อเป็นประโยชน์ เช่นการสร้างโรงเรียน อาคารราชการ หรือบ้านเรือน จนทำให้โบราณสถานนั้นถูกทำลายลงไป ซึ่งถ้าผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องเมืองพิษณุโลก หากต้องการชมกำแพงเมือง หรือฐานพระราชวังจะต้องดูตามใต้ถุนของอาคารบ้านเรือนต่างๆ นี่คือสาเหตุของการหายไปของเมืองสองแควหรือพิษณุโลกในอดีต ในปัจจุบันท่านที่มาเยือนเมืองพิษณุโลกจะพบว่าเมืองพิษณุโลกจะมีแต่อาคารบ้านเรือนหลังปีพุทธศักราช 2500 (หลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมืองพิษณุโลกนั่นเอง) |
อ่านต่อ :http://writer.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=388349#ixzz1y9nsikdE
เมืองสองแคว ในอดีตคือ จังหวัดพิษณุโลก ในปัจจุบัน การเดินทางไปพิษณุโลกในทุกวันนี้แสนสะดวก ไปได้ทั้งทางเครื่องบิน ทางรถไฟ ทางรถยนต์ หรือใครนึกสนุกจะเหมาเรือทวนน้ำไปพิษณุโลกก็ย่อมทำได้ เพราะพิษณุโลกนั้น มีแม่น้ำสำคัญผ่ากลางเมืองคือ แม่น้ำน่าน และยังมีแม่น้ำยม ไหลผ่านพิษณุโลกที่ อ.บางระกำ ก่อนเข้าสู่จังหวัดพิจิตร มีแม่น้ำแควน้อย ไหลผ่านที่ราบหุบเขาแควน้อยใน อ.นครไทย ยังมีอีกคือ แม่น้ำวังทอง หรือลำน้ำเข็ก ไหลเลียบขนานไปทางใต้ของพิษณุโลก - หล่มสัก
เมืองพิษณุโลก มีหลักฐานของการตั้งหลักแหล่งชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย เพราะพบโบราณสถานในวัดจุฬามณีคือ พระปรางค์ และพระวิหาร ที่สร้างจากศิลาแลง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.๑๕๐๐ - ๑๗๐๐ ในสมัยลพบุรี เชื่อว่าเป็นชุมชนเล็ก ๆ ของพวกขอมมาก่อน
ในสมัยสุโขทัย พระมหาธรรมราชาลิไทย ทรงสร้างเมืองสองแควขึ้น เพื่อเป็นการควบคุมหัวเมืองลุ่มแม่น้ำน่าน และป่าสัก ระหว่างที่เสด็จมาประทับที่เมืองนี้ พระองค์ได้โปรดให้สร้างพระพุทธรูปสำคัญขึ้นสามองค์คือ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา
ในสมัยอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทัพเชียงใหม่มารุกราน และยึดเมืองได้หลายเมือง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงเสด็จจากกรุงศรีอยุธยามาประทับที่เมืองสองแคว เพื่อบัญชาการศึกรบกับเชียงใหม่ (แผ่นดินพระเจ้าติโลกราช) เป็นเวลานานถึง ๑๘ ปี เมืองสองแควจึงมีฐานะเป็นเสมือนเมืองหลวงอยู่ระยะเวลาหนึ่ง และประทับอยู่ที่เมืองสองแควนี้ จนสิ้นรัชกาลแม้ว่าจะตีหัวเมืองคืนได้หมดแล้วก็ตาม
พ.ศ.๒๑๐๖ พระเจ้าหงษาวดีบุเรงนอง ยกทัพพม่าตีเข้ามาทางเหนือ จนยึดได้เมืองสองแควแล้ว รุกต่อมาจนตีได้กรุงศรีอยุธยา แล้วอภิเษกสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองสองแควขึ้นเป็นกษัตริย์ แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้โปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ราชโอรสองค์ใหญ่ ขึ้นครองเมืองสองแควในฐานะเมืองลูกหลวง แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพิษณุโลก นับตั้งแต่นั้นมา เป็นหัวเมืองชั้นเอกฝ่ายเหนือ คู่กับเมืองนครศรีธรรมราช หัวเมืองชั้นเอกฝ่ายใต้
เส้นทาง การเดินทางไปพิษณุโลก ทรงรถยนต์ไปได้หลายเส้นทางคือ
เส้นทางที่ ๑ เส้นทางนี้ใกล้ที่สุด ตรงไปพิษณุโลกเลยทีเดียวคือ เส้นทางที่ผ่านเข้ากลางเมืองนครสวรรค์ พอถึงสามแยกมีไฟสัญญาณ ก็เลี้ยวขวาเข้าสาย ๑๑๗ ไปอีก ๑๓๑ ม. รวมเป็นระยะทางจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ ๓๗๗ กม. และจะมีทางแยกขวาเข้า จ.พิจิตร ที่ อ.สามง่าม โดยแยกเข้าถนนสาย ๑๑๕
เส้นทางที่ ๒ วิ่งอ้อมไป ผ่านนครสวรรค์ กำแพงเพชร พอถึง จ.ตาก เลี้ยวขวาไปผ่านสุโขทัย ได้เที่ยวสุโขทัยเมืองเก่าแล้ว ต่อไปยังพิษณุโลก รวมระยะทางประมาณ ๕๖๖ กม. ผมเอามาเล่าให้ทราบ เพราะเป็นเส้นทางที่ไปพิษณุโลกเมื่อ ๔๐ ปี ที่แล้วไปเส้นนี้
เส้นทางที่ ๓ เส้นนี้ไม่สะดวก ถนน ๒ เลน รถบรรทุกวิ่งกันมากคือ ไปผ่านสิงห์บุรี เลยมาอีกนิดผ่านอินทร์บุรี แล้วจะมีถนนแยกขวาไปผ่านตากฟ้า ไพศาลี สากเหล็ก (แยกซ้ายเข้าพิจิตร) วังทอง บรรจบกับถนนสายจากหล่มสัก เลี้ยวซ้ายไปพิษณุโลก
หรือนึกสนุก ยังมีเส้นทางให้มาได้อีกคือ พอถึงสระบุรี เลยมาถึงพุแค แล้วเลี้ยวขวาวิ่งไปผ่าน ชัยบาดาล ศรีเทพ วังชมภู เพชรบูรณ์ หล่มสัก แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย ๑๒ ไปพิษณุโลก จะผ่านแยกแคมป์สน ขึ้นเขาค้อ และแยกเข้านครไทยไปภูหินร่องกล้า
ผมไปคราวนี้ ไปพิจิตรก่อน เที่ยวพิจิตร กินข้าวกลางวันเสียมื้อหนึ่ง แล้วจึงไปต่อยังพิษณุโลก โดยไปตามถนนที่มาจากนครสวรรค์ พอถึงทางแยกขวาเข้าทางเลี่ยงเมือง คงตรงต่อไป (หากจะไปอุตรดิตถ์ แยกขวาตรงนี้) จนผ่านมหาวิทยาลัยนเรศวรไปแล้ว พบทางแยกขวา ให้เลี้ยวขวาตรงไปจนข้ามแม่น้ำ พบสามแยกอีก หากเลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมือง ไปยังโรงแรมน่านเจ้าที่จะพักในคืนนี้ แต่ผมยังไม่เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาก่อนเพื่อไปยัง วัดจุฬามณี ไปตามเส้นทางนี้จะไปทางเดียวกับ ไปยังบางกระทุ่ม อำเภอนี้ดังในการทำกล้วยตาก ถึงขั้นตากด้วยพลังแสงอาทิตย์กันแล้ว วัดนี้ที่เป็นหลักฐานว่า พิษณุโลกนั้นเกิดก่อนที่จะมีเมืองสุโขทัย ในวัดยังมีโบราณสถานคือ วิหาร เจดีย์ราย มณฑป พระปรางค์ พระวิหารหลังเก่า ศาลามีใบเสมา ส่วนพระอุโบสถที่สร้างใหม่นั้น ที่หน้าบันมีตราครุฑ
วัดราชบูรณะ สันนิษฐานกันว่า สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย อยู่ริมแม่น้ำน่าน ใกล้ ๆ กับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดนี้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้โปรด ฯ ให้บูรณะขึ้นใหม่ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหาร มีอุโบสถที่เรียกว่า "แบบทรงโรง" ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง วัดที่อยู่ใกล้กันและเป็นวัดสำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อผ่านเข้าประตูวัดทางด้านหน้า ด้านติดริมแม่น้ำน่านเข้ามาทางซ้ายมือคือ ศาลาจำหน่ายวัตถุมงคล ทางขวาเดี๋ยวนี้กั้นเชือกไม่ให้รถส่วนบุคคลจอด เป็นที่จอดของรถบัส และร้านค้าตรงนี้ก็ย้ายไปต่อแถวยาวเลยออกไปทางห้องสุขา สารพัดของกินของฝาก สินค้าโอท๊อปของพิษณุโลก จะซื้อได้จากร้านค้าด้านติดกับกำแพงวัดแห่งนี้ เช่น กล้วยตาก บางกระทุ่ม ไส้เมี่ยง เส้นหมี่ เมี่ยงคำ ที่ห่อเสียบไม้เอาไว้ กุนเชียง ฯ เรียกว่า สารพัดของกิน ที่จะซื้อได้จากที่วัด ไม่ต้องไปตระเวนหาซื้อให้เสียเวลา วัดนางพญา หากออกทางประตูข้างของวัดพระศรี ฯ ข้ามถนนไปจะเป็นวัดสำคัญที่พบพระเครื่องที่วัดนี้ เรียกว่า พระนางพญา เป็นพระหนึ่งในเบญจภาคี ยอดนิยม

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน คนละฟากกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมื่อผ่านเข้าไปจะเป็นโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซึ่งที่ตั้งของโรงเรียนคือ ที่ตั้งของพระราชวังจันทร์ ซึ่งเป็นวังที่สมเด็จพระนเรศวร ทรงพระราชสมภพและประทับที่วังแห่งนี้ ได้สร้างโรงเรียนทับลงไปในพื้นที่ ที่เคยเป็นพระราชวังมาก่อน แล้วสร้างศาลไว้ใกล้ ๆ กัน และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเปิดศาลนี้ เมื่อ ๒๕ ม.ค.๒๕๐๕ แต่เมื่อ ๒ - ๓ ปี มานี้ได้พบฐานพระราชวัง และเพื่อเทิดทูนพระเกียรติที่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงทำการขุดค้น ยกพระราชวังจันทร์ขึ้นมาให้ปรากฎ และทางโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ที่เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดยินยอมให้รื้อถอนโรงเรียน และย้ายไปอยู่ ณ สถานที่แห่งใหม่ ที่รัฐบาลสร้างให้ ไม่ช้าคงได้เห็นภาพของพระราชวังจันทร์ ปรากฎให้เห็นในพื้นที่ ๑๒๘ ไร่
อาหารการกินในพิษณุโลกนั้น มีมากมายเหลือเกิน จนคนมาเที่ยวสุโขทัยจะมานอนพักมากินกันที่พิษณุโลก ย่านหลังสถานีรถไฟก็แยะ ย่านหอนาฬิกาก็มี ย่านริมแม่น้ำก็มาก ผักบุ้งผัดลอยฟ้าก็เกิดที่เมืองนี้คือ ผัดผักบุ้งพอสุกดี ก็ให้อีกคนถือจานไปยืนรอรับที่ริมถนน คนผัดก็ตักผักบุ้งในกะทะโยนขึ้นไปในอากาศ กะให้ตกลงจานของคนที่ยืนถือจานรอรับอยู่ เรียกว่า ไม่มีพลาด เดี๋ยวนี้ทำกันได้หลายร้านแล้ว แต่ผมว่าความอร่อยสู้ผัดแล้วตักใส่จากไม่ได้ เพราะน้ำผัดไม่ได้เหาะตามผักบุ้งมาด้วย
อาหารเย็นวันที่ผมพักค้างที่โรงแรมน่านเจ้า ๐๕๕ ๒๔๔ ๗๐๒ ถนนบรมไตรโลกนาถ โรงแรมนี้ตั้งมานานแล้ว ผมมาพักแทบทุกครั้งที่มานอนพิษณุโลก ชอบเพราะอาหารดี ที่จอดรถสะดวก ราคาไม่แพง วันนี้ก็กินอาหารค่ำในโรงแรม แต่ประเภทเบา ๆ
มื้อเช้า ไม่ได้กินของโรงแรม เพราะอยากไปชิมอาหารมุสลิม ร้านที่เคยชิมกันมาก่อนคือ ร้านฟาเคราห์ บอกเส้นทางค่อนข้างยาก ถามชาวเมืองน่าจะง่ายกว่า แต่ผมจะลองบอกชนิดอ้อมโลกเอาไว้ เส้นทางที่ ๑ หากมาตามถนนสายหล่มสัก ก่อนถึงตัวเมืองจะมีสี่แยกไฟสัญญาณ เลี้ยวขวาจะไปโรงแรมอมรินทร์ ลากูน และเลยต่อไปวัดโบราณอรัญญิกได้ สี่แยกนี้คือ สี่แยกสนามบิน หากเลี้ยวซ้ายตรงเรื่อยไปจะพบสามแยก แยกซ้ายไปสนามบิน แยกขวาตรงมาสัก ๕๐๐ เมตร ร้านฟาเคราห์ อยู่ทางซ้ายมือ อีกเส้นทางคือ ไปจากสถานีรถไฟ เลี้ยวขวาไปตามถนนเอกาทศรฐ ผ่านศูนย์อาหารกลางคืน ถึงสี่แยกเลี้ยวขวาเข้าถนนพระองค์ดำ ข้ามทางรถไฟ เลยสี่แยกน้อย ๆ ไป ร้านอยู่ทางขวามือ มีรถเข็นทำโรตี ตั้งอยู่หน้าร้าน เข้าไปในร้านเหมือนเป็นชั้นลอย
ก่อนสั่ง ไปชมอาหารสำเร็จรูปในตู้กับข้าวของเขาเสียก่อน แล้วชี้เอามาชิม
สั่งแกงกะหรี่ไก่ ใส่ชามมา (หรือจะราดข้าวเป็นข้าวแกงก็ดี)
สั่งโรตี เอามาจิ้มแกง กะหรี่ไก่ หรือชอบใจแกงอื่นก็ไปชี้เอา สะอาดน่ากิน
มะตะบะ ทำมาร้อน ๆ มีอาจาดมาให้จิ้ม รสเหมือนแตงกวาดอง อมเปรี้ยว อมหวาน เอาอาจาด ราดลงบนแผ่นมะตะบะ ให้ชุ่ม ตักเข้าปากจะชุ่มฉ่ำไปทั้งปาก
เนื้อหวาน สั่งมากินกับโรตี อร่อยไปอีกแบบ
จบแล้ว สั่งโรตีโรยนมข้น มากินเป็นของหวาน พร้อมด้วยกาแฟนมสด ร้อนน่าจิบ กลิ่นหอมกรุ่น ชื่นใจ
อาหารการกินในพิษณุโลกนั้น มีมากมายเหลือเกิน จนคนมาเที่ยวสุโขทัยจะมานอนพักมากินกันที่พิษณุโลก ย่านหลังสถานีรถไฟก็แยะ ย่านหอนาฬิกาก็มี ย่านริมแม่น้ำก็มาก ผักบุ้งผัดลอยฟ้าก็เกิดที่เมืองนี้คือ ผัดผักบุ้งพอสุกดี ก็ให้อีกคนถือจานไปยืนรอรับที่ริมถนน คนผัดก็ตักผักบุ้งในกะทะโยนขึ้นไปในอากาศ กะให้ตกลงจานของคนที่ยืนถือจานรอรับอยู่ เรียกว่า ไม่มีพลาด เดี๋ยวนี้ทำกันได้หลายร้านแล้ว แต่ผมว่าความอร่อยสู้ผัดแล้วตักใส่จากไม่ได้ เพราะน้ำผัดไม่ได้เหาะตามผักบุ้งมาด้วย
อาหารเย็นวันที่ผมพักค้างที่โรงแรมน่านเจ้า ๐๕๕ ๒๔๔ ๗๐๒ ถนนบรมไตรโลกนาถ โรงแรมนี้ตั้งมานานแล้ว ผมมาพักแทบทุกครั้งที่มานอนพิษณุโลก ชอบเพราะอาหารดี ที่จอดรถสะดวก ราคาไม่แพง วันนี้ก็กินอาหารค่ำในโรงแรม แต่ประเภทเบา ๆ
มื้อเช้า ไม่ได้กินของโรงแรม เพราะอยากไปชิมอาหารมุสลิม ร้านที่เคยชิมกันมาก่อนคือ ร้านฟาเคราห์ บอกเส้นทางค่อนข้างยาก ถามชาวเมืองน่าจะง่ายกว่า แต่ผมจะลองบอกชนิดอ้อมโลกเอาไว้ เส้นทางที่ ๑ หากมาตามถนนสายหล่มสัก ก่อนถึงตัวเมืองจะมีสี่แยกไฟสัญญาณ เลี้ยวขวาจะไปโรงแรมอมรินทร์ ลากูน และเลยต่อไปวัดโบราณอรัญญิกได้ สี่แยกนี้คือ สี่แยกสนามบิน หากเลี้ยวซ้ายตรงเรื่อยไปจะพบสามแยก แยกซ้ายไปสนามบิน แยกขวาตรงมาสัก ๕๐๐ เมตร ร้านฟาเคราห์ อยู่ทางซ้ายมือ อีกเส้นทางคือ ไปจากสถานีรถไฟ เลี้ยวขวาไปตามถนนเอกาทศรฐ ผ่านศูนย์อาหารกลางคืน ถึงสี่แยกเลี้ยวขวาเข้าถนนพระองค์ดำ ข้ามทางรถไฟ เลยสี่แยกน้อย ๆ ไป ร้านอยู่ทางขวามือ มีรถเข็นทำโรตี ตั้งอยู่หน้าร้าน เข้าไปในร้านเหมือนเป็นชั้นลอย
ก่อนสั่ง ไปชมอาหารสำเร็จรูปในตู้กับข้าวของเขาเสียก่อน แล้วชี้เอามาชิม
สั่งแกงกะหรี่ไก่ ใส่ชามมา (หรือจะราดข้าวเป็นข้าวแกงก็ดี)
สั่งโรตี เอามาจิ้มแกง กะหรี่ไก่ หรือชอบใจแกงอื่นก็ไปชี้เอา สะอาดน่ากิน
มะตะบะ ทำมาร้อน ๆ มีอาจาดมาให้จิ้ม รสเหมือนแตงกวาดอง อมเปรี้ยว อมหวาน เอาอาจาด ราดลงบนแผ่นมะตะบะ ให้ชุ่ม ตักเข้าปากจะชุ่มฉ่ำไปทั้งปาก
เนื้อหวาน สั่งมากินกับโรตี อร่อยไปอีกแบบ
จบแล้ว สั่งโรตีโรยนมข้น มากินเป็นของหวาน พร้อมด้วยกาแฟนมสด ร้อนน่าจิบ กลิ่นหอมกรุ่น ชื่นใจ

.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น